แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

(เรื่องเล่าเตือนภัยจาก Forward Mail)
อยากเตือนเพื่อนๆ ทุกคนนะครับว่า "ให้ระวังมุขของพวกเด็กปั๊มให้ดีนะครับ"
วันหนึ่ง ผมเติมแวะปั๊มเพื่อเติมน้ำมันตามปกติ (ไม่ขอเอ่ยสถานที่ตั้งในที่นี้นะครับ) ผมบอกเด็ก เติมแก๊สโซฮอลล์ 500 บาท ก็ตามปกติ

ผมต้องเดินลงไปดูอยู่แล้ว... ซึ่งเมื่อวานนี้เอง ผมก็เดินลงไปดูเช่นกันครับ แต่ก็พลาดตรงที่ว่า ไม่ได้ดูแต่แรกเลยว่า เด็กปั๊มมันกดเครื่องหรือเปล่า ?

ตอนผมลงไปดู มันก็เอาหัวจ่ายเสียบไว้ที่ฝาถังเรียบร้อยแล้ว พอผมเดินไปดูปุ๊บ เด็กปั๊มคนที่เติมให้ก็วิ่งมาบอกทันทีว่า
เด็กปั๊ม : "โอ้ว์ !! พี่ครับ... โทษทีนะครับ เพื่อนมันไปโดน เครื่องน่ะ...มันเลย ตัดไปแล้ว เดี๋ยวเติมให้อีก 290 บ.นะครับ"
แล้วมันก็ชี้ให้ผมดูที่เด็กปั๊มอีกคนนึง ที่อยู่แถวเครื่องหัวจ่าย ผมก็เลยเหลือบไปดูที่เครื่อง ก็เห็นตัวเลขอยู่ที่ 210 บ.
ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ผมก็เลยบอกว่า " นั้นก็..เติมอีก 290 บ. แล้วเดี๋ยวเขียนบิลมาด้วยนะ " ทีนี้ก็ยืนดูมันกด มันก็เติมให้อีก 293 บาท (ทำทีว่ากดเกิน ให้เรา 3 บาท)

แล้วมันก็พูดว่า " โอ๊ว์!! เกินน่ะ...ไม่เป็นไร ครับพี่..ช่างมัน" แล้วมันก็เอาหัวจ่ายไปเสียบเก็บเข้าเครื่อง
ตอนนั้นผมแอบดีใจครับ เพราะได้เกินมา 3 บาท ทีนี้ระหว่างที่ผมนั้นรอบิล ก็เลย start รถรอไว้ กะว่าจะรีเซ็ทตัว RSM จะได้ ดูว่า 500 บาทนี้ จะวิ่งได้กี่กิโลฯ ก็เหลือบไปเห็นเข็มน้ำมันมัน ขึ้นมานิดเดียว เลยรีบหันไปถามเด็กปั๊มว่า..
ผมพูด : "เฮ้ย !! ทำไม เข็มมันไม่ขึ้นอะ ? นี่มันไม่ใช่ 500 บาท แล้วนี่หว่า ปกติมันต้องได้เกือบครึ่งถังนิ่ ทำไมคราวนี้ได้นิดเดียว"
มันก็รีบตอบว่า "ก็ได้เท่านี้แหละครับ...น้ำมันมันขึ้นครับ " ผมก็เลยหันไปดูอีกที กะว่าเข็มมันอาจจะขึ้นมาอีก ในระหว่างที่ เราคุยกัน
มันก็ไม่กระดิกแล้ว แล้วยังไงถ้า 500 บาทได้แค่นี้ เต็มถังคงต้องมี 2,000 กว่าบาทแน่ ซึ่งมันไม่ใช่แน่นอน เพราะเต็มถังมันประมาณ 1,400 บาท(เท่าที่จำได้) ก็เลยหันไป บอกอีกทีว่า "มันไม่ใช่แน่ๆ...."

มันก็ยืนยันว่า "ใช่แน่นอนครับพี่.. น้ำมันมันขึ้นนะ พี่ไปดูที่เครื่อง ก็ได้ มันขึ้นนที่เครื่อง" มันก็พาผมไปดูตรงที่ cashier พอไปดูปุ๊บ คนที่หน้าจอ cashier มันก็กดให้ดูแล้วบอกว่า... "นี่ไงพี่ 210 บ.กะ 293 บาท"

ผมก็เลยบอกว่า " 210 บ. นี่มันของมอเตอร์ไซค์ที่เข้ามาเติม ก่อนหน้าผมหรือเปล่า ?" มันก็บอกว่า " โห...พี่ !! มอไซค์มันเต็มถังไม่ถึง 200 บ. หรอก"

ผมก็ไม่รู้จะทำไงดี ก็เลยเดินงง ๆ มาเลื่อนรถ ในหัวผมก็คิดว่า "ผมโดนโกงแน่ ๆ แต่ว่าจับมันไม่ได้.." ก็ไม่รู้ทำไงก็เลยเลื่อนรถ ไปจอดแถวๆที่เค้าเติมลมกัน แล้วเดินไปขอดูที่เครื่องอีกที ทีนี้ล่ะ ผมขอดูรายระเอียดเลย ว่าก่อน 210 บาทน่ะ มันเป็นเท่าไหร่ ?  เพราะผมจำได้ว่าก่อนหน้าที่ผมจะเข้าไปเติมน่ะ มันเป็นมอไซค์ มันก็คลิกให้ดูเร็ว ๆ ว่า " นี่ไงล่ะพี่ 293 , 210 , 40 บาท แล้วก็........"

ผมก็เลยบอกว่า เดี๋ยวก่อน ขอดูชัด ๆ ซิ" ก็เลยไปดูที่หน้ารวม รายการเลย แล้วอ่านรายละเอียด ปรากฏว่า 293 บาท มันคือ " แก๊สโซฮอลล์" ส่วน 210 บาท กับ 40 บาท ก่อนหน้ามันเป็น " ไร้สาร 91 " ผมก็เลยบอกว่า...

"นี่ไง!! ..แก๊ซโซฮอลล์มีแค่ 293 บาท ก่อนหน้ามันเป็นเบนซิน 91 งั้นก็..เติมให้ผมอีก 210 บาทด้วย !! "

มันก็รีบบอกว่า "อ๋อ !! เออ... ใช่ ๆ !! งั้น...ถอยมาเลยครับ เดี๋ยวเติมให้อีก " มันก็เลยเติมให้อีก 210 บาท ทีนี้พอเติม เสร็จปุ๊บคนที่ cashier ก็ตะโกนมาว่า "เฮ้ย !! เติมให้แม่งแค่ 207 บาทพอ เพราะเมื่อกี้ เติมไป 293 บาทแล้ว "

แล้วมันก็หันมาบอกผมว่า "เกิน 3 บาทแล้ว" ทีนี้ผมก็เลย ทำเป็นไม่สนใจครับ แล้วก็ตั้งใจว่าจะไม่จ่ายให้พวกมันด้วย แล้วผมก็เลยขับรถออกมาเลยครับ แบบว่า..สะใจมาก ๆ ที่ได้มาอีก 3 บาท แต่ก็แค้นพวกมันไม่หาย...

พอตกเย็นเลิกงานเลยไปสถานีตำรวจกะที่จะแจ้งความ (ตำรวจบอกแจ้งได้ ถึงเราจะจับผิดเค้าได้ แต่ก็สามารถแจ้งได้ครับ) ทีนี้ตำรวจ เลยพาไปซ้อนมอไซค์ที่ปั๊ม ผมก็ไปชี้ตัว เจอตัวด้วย แต่ว่าผมน่ะ...

มันไม่มีพยานน่ะสิครับ แล้วผู้จัดการปั๊มนั้น ก็ดั๊น..ไม่อยู่แล้ว เลยไม่ได้เอามันเข้าคุกเลย เสียดายมาก ผมบอกตำรวจเลยว่า "กะจะให้ทางตำรวจกวาดล้างซะให้หมดเลยน่ะครับ คิดว่าผมเนี่ย โหดเกินไปรึเปล่าครับ ? " แต่ผมอยากจะขอเตือนทุก ๆ ท่านนะครับ ที่ใช้รถทุก ๆ คน ไอ้พวก มันร่วมมือทำกันเป็นแก๊งส์เลยครับ รู้กันทั้ง cashier และทั้งเด็กปั๊มมันหาเงินง่ายกว่าผมอีก ผมไม่ยอมหรอก ถ้าหากโกงคันละ 200 บาท ทั้งวัน พวกมันจะได้เท่าไหร่ ก็ลองคิดดูสิครับ...

สรุปก็คือ วันนี้ตำรวจเค้าคงทำเรื่องต่อมั้งครับ หรือว่ายังไงก็ไม่รู้ แต่ว่าอย่างน้อย ผมก็คิดว่า พวกมันคงกล้าน้อยลงไปสักพัก

**ข้อควรสังเกตุที่ผมอยากจะเตือนทุก ๆ ท่านนะครับ ว่าเรานั้นโดนโกงก็คือ..

1. มันจะให้เลื่อนรถขึ้นหน้าไปจนไม่เห็นเครื่องหัวจ่าย
2. มันจะเอาหัวจ่ายมาเสียบแต่ไม่กด
3. มันจะใช้มุก เพื่อนโดน เครื่องเลยตัด แล้วจะเติมให้อีกจนครบจำนวน
4. มันจะแกล้งจงใจเติมเกินให้เรานิดนึงครับ เราจะมัวแต่ดีใจ จนลืมคิด เรื่องโดนโกง (ซึ่งอันนี้เนี่ย...ผมว่ามันดูแยบยลมากครับ)
5. ถ้าเราถาม มันจะบอกให้ไปดูที่ cashier แล้วคนที่รู้กันที่ cashier กดแต่ตัวเลขให้ดูโดยไม่กดให้ดูชนิดน้ำมัน

บ้านเราเดี๋ยวนี้มีคนต่างชาติเข้ามาทำงานหลายพันชีวิต พอฝรั่งกับไทยมาเจอกัน ความอลเวงก็เลยเกิดขึ้น เพราะนอกจากภาษาและความเคยชินจะต่างกันชนิดฟ้ากับเหวแล้ว นิสัยการทำงานก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย ฝรั่งจะนินทาคนไทยว่ายังไรบ้าง มาแอบฟังกันดีกว่า....

เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:

  1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี - เจฟฟรีย์ บาร์น
  2. การโต้แย้ง เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า “ ขี้เกรงใจ ” แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร - ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ
  3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร - ไมเคิล วิดฟิล์ค
  4. ความรับผิดชอบ
    1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
    2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก - สเตฟานี จอห์นสัน
  5. วิธีแก้ไขปัญหา
    คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทา งแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด - ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก
  6. บอกแต่ข่าวดี คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
    1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
    2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาๆหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
      - โจนาธาน ธอมพ์สัน
  7. 7. คำว่า “ ไม่เป็นไร ”
    เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า “ ไม่เป็นไร ” มาแก้ปัญญหาแทน
    - เจนิส อิกนาโรห์
  8. ทักษะในการทำงาน
    1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
    2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
    3. พนักงานชาวไทยที่ ร ู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
      - เดวิด กิลเบิร์ก
  9. ความซื่อสัตย์
    พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน
    - เฮเบิร์ก โอ ลิสส์
  10. ระบบพวกพ้อง
    คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้อง กับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม ่ คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
    - มาร์ค โอเนล ฮิวจ์
  11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
    คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
    1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
    2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
    3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที
    4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วง ว ิกฤติ
    5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย
      - วิลเลี่ยม แมคคินสัน
  12. นับถือระบบอาวุโส
    คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท - เนลสัน ฟอร์ด

 
Serenity Blogger Template